ข่าวเด่นวันนี้
พัทยารื้อของแก้บน “ต้นโพธิ์นาเกลือ” คืนโฉมแลนด์มาร์ก พร้อมปรับปรุงตลาดลานโพธิ์-ตลาดอาหารทะเลรับนักท่องเที่ยว Pattaya City Removes Offerings from Naklua Bodhi Tree, Revamps Landmark and Upgrades Lan Pho Seafood Market
เมืองพัทยาเดินหน้าจัดระเบียบ "ต้นโพธิ์นาเกลือ" รื้อสิ่งของแก้บนและของไหว้ออกจากพื้นที่ทั้งหมด พร้อมเตรียมยกระดับภูมิทัศน์และปรับปรุงตลาดลานโพธิ์-ตลาดอาหารทะเล เพื่อคืนภาพลักษณ์แลนด์มาร์กสำคัญของเมืองและสร้างบรรยากาศที่ดีรองรับนักท่องเที่ยวเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่บริเวณลานโพธิ์นาเกลือ เมืองพัทยา นายวุฒิศักดิ์ เริ่มกิจการ รองนายกเมืองพัทยา พร้อมด้วย ดร.วรพต พงษ์พาลี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี นายภาสกร อยู่สมบูรณ์ นางสาวสกาว แจ่มเจริญ สมาชิกสภาเมืองพัทยา เขต 1 นายสุริวัฒน์ เริ่มกิจการ ผู้ช่วยเลขานุการนายกเมืองพัทยา และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่จัดระเบียบบริเวณต้นโพธิ์นาเกลือ หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและผู้ประกอบการว่า มีการนำสิ่งของมาบวงสรวง แก้บน และวางของไว้เป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อความเป็นระเบียบและภาพลักษณ์ของพื้นที่เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการรื้อถอนสิ่งของทั้งหมดที่ถูกนำมาวางไว้บริเวณต้นโพธิ์ ไม่ว่าจะเป็นชุดไทย ชุดสไบ ผ้า เครื่องเซ่นไหว้ ไม้ตะเคียน รวมถึงเศียรพระและชิ้นส่วนพระพุทธรูปที่ชำรุด ก่อนรวบรวมส่งมอบให้วัดตามความเหมาะสม พร้อมทำความสะอาดพื้นที่โดยรอบ เพื่อคืนความสะอาดและความเป็นระเบียบให้แก่ลานโพธิ์นาเกลือนายวุฒิศักดิ์ กล่าวว่า ต้นโพธิ์แห่งนี้เดิมปลูกไว้ในฐานะต้นไม้ที่มีความหมายทางพระพุทธศาสนา และเป็นสัญลักษณ์ของชุมชนนาเกลือ แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้มีผู้คนเดินทางมากราบไหว้ ขอพร และแก้บน พร้อมนำสิ่งของมาวางและแขวนไว้จำนวนมาก จนทำให้สภาพพื้นที่เปลี่ยนไปจากวัตถุประสงค์เดิม อีกทั้งยังมีประชาชนและผู้ประกอบการร้องเรียนอย่างต่อเนื่องว่ากระทบต่อภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวซึ่งหลังการจัดระเบียบ เมืองพัทยาจะไม่อนุญาตให้นำสิ่งของมาวางหรือแขวนบริเวณต้นโพธิ์อีก พร้อมมอบหมายให้สำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้าดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งการตัดแต่งกิ่งไม้ ปรับภูมิทัศน์ และศึกษาการติดตั้งไฟประดับ เพื่อยกระดับต้นโพธิ์นาเกลือให้กลับมาเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองพัทยาอีกครั้งทั้งนี้ เมืองพัทยาระบุว่า แม้ไม่สามารถห้ามความเชื่อส่วนบุคคลได้ แต่ขอความร่วมมือประชาชนงดนำสิ่งของมาวางหรือประกอบพิธีในพื้นที่ดังกล่าว หากพบการนำสิ่งของกลับมาวางอีก เจ้าหน้าที่จะดำเนินการจัดเก็บทันที เพื่อป้องกันปัญหาเกิดซ้ำภายหลังจากการจัดระเบียบต้นโพธิ์ คณะผู้บริหารยังได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการปรับปรุง ตลาดลานโพธิ์นาเกลือและตลาดอาหารทะเล ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวและศูนย์จำหน่ายอาหารทะเลชื่อดังของเมืองพัทยา โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการในการจัดระเบียบร้านค้า เพิ่มความสะอาด และปรับภาพลักษณ์ตลาดให้เป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงแนวทางปรับปรุงโครงสร้างหลังคาและเต็นท์ภายในตลาดอาหารทะเล เนื่องจากปัจจุบันยังไม่สามารถบังแดดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ภายในตลาดมีอากาศค่อนข้างร้อน กระทบต่อทั้งผู้ค้าและนักท่องเที่ยว เมืองพัทยาจึงเตรียมศึกษาการเพิ่มพื้นที่ร่มเงาและปรับปรุงโครงสร้างให้เหมาะสม เพื่อยกระดับบรรยากาศการค้าขายและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่นาเกลืออย่างยั่งยืน
ข่าวสารล่าสุด
เทคโนโลยี
พัทยา–EEC เดินหน้าสู่เมืองอัจฉริยะ ภาครัฐ–เอกชน ผนึกกำลังดันเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และไมซ์ ด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต Pattaya and EEC Join Forces to Build a Smart Future City Through Innovation, Tourism and MICE Development
ชลบุรี, 22 กรกฎาคม 2569 – จังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยาเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) รองรับการเติบโตของเมืองแห่งอนาคตบริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด จัดงาน VNU Future Cities & Experiences Dinner Talk ณ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา จังหวัดชลบุรี เปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ผ่าน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำ ระบบคมนาคมและการจราจรอัจฉริยะ และเทคโนโลยีแสง สี เสียง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวนายอิสรา เจริญชาศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า จังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยาเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของ EEC ที่มีศักยภาพด้านการลงทุน อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมย้ำว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเป็นหัวใจสำคัญในการผลักดันการพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนด้าน นายรัตนชัย สุทธิเดชานัย ผู้แทนการตลาดอุตสาหกรรมไมซ์ประจำภาคตะวันออก สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) กล่าวว่า อุตสาหกรรมไมซ์เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองแห่งอนาคต เพราะนอกจากสร้างรายได้จากนักเดินทางเพื่อธุรกิจแล้ว ยังดึงดูดองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินลงทุน และเครือข่ายธุรกิจจากทั้งในและต่างประเทศเข้าสู่พื้นที่ สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องขณะที่ นางสาวปนัดดา ก๋งม้า รองประธานสายงานธุรกิจ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด กล่าวว่า เมืองแห่งอนาคตไม่สามารถพัฒนาแบบแยกส่วน แต่ต้องเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี ทรัพยากร และประสบการณ์ของผู้คนเข้าด้วยกัน โดยบริษัททำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมโยงหน่วยงานที่มีความต้องการจริงเข้ากับผู้พัฒนาเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อผลักดันให้เกิดการนำโซลูชันไปใช้ได้จริงภายในงานยังจัดเวทีเสวนาระดับผู้บริหาร โดยมี นายชุมพล เที่ยงธรรมดี ผู้อำนวยการส่วนบริหารและเผยแพร่วิชาการ เมืองพัทยา, นายณัฐชาคร อมรกุล ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำที่ 2 ฉะเชิงเทรา สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 6 กรมทรัพยากรน้ำ, นางสาววรอนงค์ วิจักษณ์โยธิน นักออกแบบแสงอิสระ และ นายภูมิ นิธิภาสกร ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแสงสถาปัตยกรรมบันเทิง ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการน้ำ การใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย ตลอดจนการออกแบบแสงและการสร้างประสบการณ์ เพื่อยกระดับศักยภาพของเมืองท่องเที่ยว เมืองเศรษฐกิจ และเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืนภายหลังการเสวนา นายดวงเด็ด ย้วยความดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด กล่าวว่า บริษัทมุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองแห่งอนาคตผ่าน 3 กลุ่มเทคโนโลยีหลัก ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำ ระบบคมนาคมอัจฉริยะ และเทคโนโลยีด้านแสง สี เสียง โดยใช้เวทีงานแสดงสินค้านานาชาติเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจจากทั่วโลก สำหรับแผนการจัดงานในช่วงต่อไป ประกอบด้วย Prolight + Sound Bangkok 2026 ระหว่างวันที่ 30 กันยายน–2 ตุลาคม 2569 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ, Aquatech Asia 2026 ระหว่างวันที่ 25–27 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และ Intertraffic Asia 2027 ระหว่างวันที่ 28–30 เมษายน 2570 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ โดยทั้งสามงานมุ่งเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน และผู้พัฒนาเทคโนโลยีจากทั่วโลก เพื่อร่วมผลักดันการสร้างเมืองอัจฉริยะ เมืองน่าอยู่ และเศรษฐกิจแห่งอนาคตของประเทศไทย
ร้านเด็ด
สายมูพัทยา ต้องรู้จัก! "MATA Café" คาเฟ่แห่งแรกในเทวาลัย จิบกาแฟก่อนขอพรได้ในที่เดียว
คาเฟ่ที่ไม่ได้มีดีแค่กาแฟ แต่เป็นอีกหนึ่งพื้นที่พักใจของผู้ศรัทธา ก่อนและหลังการสักการะองค์เทพฮินดู หลายคนอาจรู้จัก เทวาลัยมหากาลีอวตาร จักรวาลชนนี ในฐานะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้ที่ศรัทธาองค์พระแม่กาลี พระพิฆเนศ และเหล่าเทพฮินดู แต่มีอีกหนึ่งมุมที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ นั่นคือ "MATA Café (มาตา คาเฟ่)" คาเฟ่ที่ตั้งอยู่ภายในเทวาลัย ซึ่งเปิดให้ผู้มาเยือนได้จิบกาแฟ พักผ่อน และเติมพลังใจก่อนหรือหลังการเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินที่ผสมผสานไลฟ์สไตล์และความศรัทธาไว้ในสถานที่เดียวMATA Café ถูกออกแบบให้กลมกลืนกับบรรยากาศของเทวาลัย ภายในตกแต่งด้วยโทนอบอุ่น เรียบหรู แฝงกลิ่นอายศิลปะฮินดู มีภาพองค์พระพิฆเนศ องค์พระแม่ลักษมี ระฆังมงคล และองค์ประกอบที่สื่อถึงความเป็นสิริมงคล ช่วยสร้างความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย แตกต่างจากคาเฟ่ทั่วไป เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการนั่งพัก พูดคุย หรือใช้ช่วงเวลาเงียบ ๆ ก่อนเดินเข้าสักการะองค์เทพไฮไลต์ของร้านคือการตอบโจทย์นักท่องเที่ยวสายมูที่เดินทางมายังเทวาลัย ผู้มาเยือนไม่จำเป็นต้องเดินทางออกไปหาร้านกาแฟด้านนอก สามารถแวะนั่งจิบเครื่องดื่ม เติมความสดชื่น หรือพักผ่อนหลังการไหว้พระได้ทันที ทำให้การเดินทางมาเทวาลัยในหนึ่งวัน ครบทั้งการทำบุญ พักผ่อน และท่องเที่ยวในเวลาเดียวกันสำหรับเมนูของร้านมีให้เลือกครบทั้งกาแฟสด ชา นม อิตาเลียนโซดา เครื่องดื่มซิกเนเจอร์ รวมถึงเบเกอรี่และของหวานหลากหลายเมนู ราคาเริ่มต้นเพียง 38 บาท โดยอีกหนึ่งกิมมิกที่หลายคนสะดุดตา คือ เมนูของร้านทุกแก้วเลือกตั้งราคาลงท้ายด้วยเลข 8 ไม่ว่าจะเป็น 38, 48, 58, 68 หรือ 78 บาท ซึ่งเจ้าของร้านตั้งใจเลือกใช้เลขมงคลที่ตามความเชื่อหมายถึงความมั่งคั่ง ความเจริญรุ่งเรือง และโชคลาภ เพื่อให้สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ของคาเฟ่ที่ตั้งอยู่ภายในเทวาลัยส่วนสายของหวานก็มีเมนูให้เลือกไม่น้อย ทั้งเค้กมะพร้าว เค้กส้ม เค้กช็อกโกแลต ขนมโฮมเมด และขนมเปี๊ยะไส้ไข่เค็ม เหมาะสำหรับรับประทานคู่กับกาแฟในช่วงเช้าหรือยามบ่าย พร้อมมุมนั่งพักที่สามารถมองเห็นบรรยากาศโดยรอบของเทวาลัยได้อย่างสบายตานอกจากความอร่อยแล้ว MATA Café ยังเป็นอีกหนึ่งมุมถ่ายภาพที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นมุมเครื่องดื่มกับฉากภาพองค์เทพฮินดู มุมกระจกที่รับแสงธรรมชาติ หรือมุมด้านหน้าร้านที่เชื่อมต่อกับสถาปัตยกรรมของเทวาลัย ทำให้ที่นี่ตอบโจทย์ทั้งสายคาเฟ่ สายคอนเทนต์ และผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาหลังจากแวะเติมพลังที่คาเฟ่แล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถเดินเข้าสักการะภายใน เทวาลัยมหากาลีอวตาร จักรวาลชนนี ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากแรงศรัทธา เพื่อเป็นสถานที่บูชาสักการะองค์พระแม่กาลีและเหล่าเทพฮินดู สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เปิดให้เข้าสักการะทุกวัน เวลา 09.00-19.00 น. โดยไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ที่กำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ในพัทยา ที่ไม่ได้มีเพียงการนั่งจิบกาแฟหรือถ่ายภาพสวย ๆ แต่ยังได้สัมผัสบรรยากาศแห่งความศรัทธาและความสงบ MATA Café จึงเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่น่าสนใจ เพราะเป็นคาเฟ่ที่เชื่อมโยงการพักผ่อน ความอร่อย และการขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลไว้ในสถานที่เดียวMATA Café (มาตา คาเฟ่) 📍 ภายในเทวาลัยมหากาลีอวตาร จักรวาลชนนี จ.พัทยา ☕ เปิดทุกวัน เวลา 08.00-20.00 น. 🛕 เทวาลัยเปิดให้เข้าสักการะ เวลา 09.00-19.00 น. 🎟️ เข้าสักการะฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
การเมือง
เมืองพัทยาจ่อใช้มาตรการเข้ม แก้ปัญหาคนไร้ที่พึ่งริมชายหาด วอนหยุดให้เงิน ตัดวงจรเร่ร่อนซ้ำซาก Pattaya Eyes Tougher Measures to Tackle Beach Homeless Problem, Urges Tourists to Stop Giving Money
ปัญหาคนไร้ที่พึ่งบริเวณชายหาดพัทยา ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่เมืองพัทยาต้องเผชิญ แม้จะลงพื้นที่จัดระเบียบมาอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่เจ้าหน้าที่พบกลับเป็นภาพเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลายคนปฏิเสธการเข้ารับความช่วยเหลือจากภาครัฐ เพราะกฎหมายไม่สามารถบังคับให้ออกจากพื้นที่หรือเข้าสู่ศูนย์คุ้มครองได้ หากเจ้าตัวไม่ยินยอมผลที่ตามมาคือ นอกจากภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวแล้ว ประชาชนในพื้นที่ยังเริ่มได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมบางส่วนของกลุ่มคนเร่ร่อน ทั้งการสะสมขยะ การยึดพื้นที่สาธารณะ รวมถึงมีข้อร้องเรียนเรื่องการลักเล็กขโมยน้อยในหลายพื้นที่ จนกลายเป็นหนึ่งในปัญหาที่ถูกร้องเรียนมายังเมืองพัทยาอย่างต่อเนื่องเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นายดำรงเกียรติ พินิจการ รองนายกเมืองพัทยา พร้อมด้วย นางปาณรดา อัตโตหิ รองปลัดเมืองพัทยา นายบัญชา กุลละวณิชย์ เลขานุการนายกเมืองพัทยา นายสุริวัฒน์ เริ่มกิจการ ผู้ช่วยเลขานุการนายกเมืองพัทยา นำเจ้าหน้าที่จากศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตจังหวัดชลบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่จัดระเบียบบุคคลไร้ที่พึ่งตลอดแนวชายหาดพัทยา ตั้งแต่พัทยาเหนือไปจนถึงบริเวณถนนWalking Street การลงพื้นที่ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่พบว่าผู้ที่ยังคงใช้ชีวิตอยู่ริมชายหาด เกือบทั้งหมดเป็นกลุ่มเดิม ที่เคยได้รับการพูดคุยและเชิญชวนเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือมาแล้วหลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ยินยอมเข้ารับการดูแล เนื่องจากสามารถปฏิเสธได้ตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดนายดำรงเกียรติ กล่าวว่า จากการพูดคุยกับกลุ่มคนไร้ที่พึ่ง พบว่าหลายคนยังเลือกอยู่ในพื้นที่เพราะสามารถขอเงินจากนักท่องเที่ยว มีรายได้จากการขายดอกไม้ ขอทาน หรือบางรายลักลอบปล่อยเช่าเสื่อและอุปกรณ์ชายหาด จึงไม่ต้องการเข้าสู่ระบบฟื้นฟู แม้ว่าภาครัฐจะมีทั้งที่พัก อาหาร การฝึกอาชีพ และการจัดหางานรองรับก็ตามรองนายกเมืองพัทยา ยอมรับว่า ข้อจำกัดสำคัญคือกฎหมายในปัจจุบันยังไม่เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวหรือบังคับให้บุคคลไร้ที่พึ่งเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือได้ หากเจ้าตัวไม่สมัครใจ ทำให้การแก้ไขปัญหายังคงเป็นลักษณะ "จัดระเบียบแล้วกลับมาใหม่"ด้วยเหตุนี้ เมืองพัทยาจึงเตรียมเชิญนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยบูรพา หน่วยงานด้านสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือเพื่อพิจารณาแนวทางการใช้กฎหมายหรือมาตรการเพิ่มเติมที่เหมาะสม โดยต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายและหลักการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ควบคู่กับการรักษาความสงบเรียบร้อยของพื้นที่สาธารณะหากได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เมืองพัทยาจะเพิ่มความเข้มงวดในการกวดขันพื้นที่ โดยเฉพาะการผลักดันผู้ที่สร้างความเดือดร้อนออกจากพื้นที่สาธารณะ การจัดเก็บสิ่งของที่กีดขวางทางสาธารณะ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาวนกลับมาเกิดซ้ำอีกหนึ่งประเด็นที่เมืองพัทยาเน้นย้ำ คือ การขอความร่วมมือจากประชาชนและนักท่องเที่ยว "หยุดให้เงิน" แก่กลุ่มคนเร่ร่อน เพราะจากข้อมูลของเจ้าหน้าที่ พบว่าการได้รับเงินจากผู้สัญจรและนักท่องเที่ยว เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายคนเลือกใช้ชีวิตอยู่ริมชายหาดต่อไป แทนที่จะเข้าสู่ระบบการช่วยเหลือของภาครัฐพร้อมกันนี้ ยังขอความร่วมมือเจ้าของที่ดินหรือพื้นที่รกร้างให้ดูแลพื้นที่ของตนเอง ไม่ปล่อยให้เป็นแหล่งพักอาศัยของกลุ่มคนไร้ที่พึ่ง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการกลับเข้ามาใช้พื้นที่และลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบแม้การแก้ไขปัญหาจะไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่เมืองพัทยายืนยันว่าจะเดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วน ควบคู่กับการผลักดันมาตรการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของบุคคล และการดูแลความปลอดภัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อย รวมถึงภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ
การเมือง
เมืองพัทยา Kick Off ปรับปรุงถนนพัทยาสาย 2 เริ่มวันแรก คาดเสร็จใน 90 วัน Pattaya City Kicks Off Second Road Improvement Project, Completion Expected Within 90 Days
เมืองพัทยาเริ่มเดินหน้าปรับปรุงผิวจราจรถนนพัทยาสาย 2 อย่างเป็นทางการในวันแรก หลังโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ตลอดแนวถนนแล้วเสร็จ รองนายกเมืองพัทยายืนยันใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 90 วัน พร้อมใช้วิธีปิดถนนทีละเลนเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 บริเวณแยกพัทยากลาง ถนนพัทยาสาย 2 นายมาโนช หนองใหญ่ รองนายกเมืองพัทยา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักการช่าง เมืองพัทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ Kick Off การดำเนินโครงการปรับปรุงผิวจราจรถนนพัทยาสาย 2 อย่างเป็นทางการ พร้อมติดตามการปฏิบัติงานของผู้รับเหมา และตรวจสอบมาตรการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรตลอดแนวเส้นทางนายมาโนช เปิดเผยว่า ถนนพัทยาสาย 2 เป็นหนึ่งในเส้นทางสายหลักที่ประชาชนเรียกร้องให้เร่งปรับปรุงมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา มีการดำเนินโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่หลายโครงการ ทั้งการวางท่อประปา การก่อสร้างท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ และโครงการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน ส่งผลให้พื้นผิวถนนชำรุดและเกิดความไม่สะดวกในการสัญจรหลังจากโครงการสาธารณูปโภคทั้งหมดแล้วเสร็จ เมืองพัทยาจึงเริ่มดำเนินการปรับปรุงผิวจราจรครั้งใหญ่ ตั้งแต่บริเวณแยกพัทยาใต้ไปจนถึงวงเวียนปลาโลมา โดยใช้เทคโนโลยี Recycling รีไซเคิลโครงสร้างถนนเดิมในบางช่วง และใช้วิธี Overlay หรือการปูผิวจราจรใหม่ในบางพื้นที่ เพื่อให้ถนนมีความแข็งแรง ได้มาตรฐาน และรองรับการใช้งานในระยะยาวรองนายกเมืองพัทยา ระบุว่า แม้สัญญาโครงการจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่วันนี้ถือเป็นการเริ่มดำเนินงานภาคสนามอย่างเต็มรูปแบบ โดยกำหนดระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 90 วัน เมื่อโครงการแล้วเสร็จ ถนนพัทยาสาย 2 จะมีพื้นผิวเรียบตลอดสาย และจะไม่มีการขุดถนนเพื่อดำเนินโครงการสาธารณูปโภคเพิ่มเติมอีก ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน เช่น ท่อประปาแตก หรือเหตุจำเป็นที่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการประชาชนสำหรับการก่อสร้าง เมืองพัทยาจะใช้วิธีแบ่งดำเนินงาน ทีละเลน ทีละช่วง ระยะประมาณ 300 เมตรต่อครั้ง โดยไม่ปิดถนนทั้งหมด เพื่อให้ประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการริมถนนยังสามารถเข้า-ออกพื้นที่และดำเนินกิจการได้ตามปกติ ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ให้เหลือน้อยที่สุดนอกจากนี้ จะดำเนินงานเฉพาะช่วงเช้าถึงช่วงกลางวัน และหลีกเลี่ยงการทำงานในเวลากลางคืน เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นย่านธุรกิจ โรงแรม ร้านอาหาร และสถานบันเทิง ซึ่งมีนักท่องเที่ยวใช้บริการเป็นจำนวนมากในช่วงค่ำด้านการจัดการจราจร เมืองพัทยาจะปิดเฉพาะช่องทางที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง โดยเปิดช่องทางที่เหลือให้รถสามารถสัญจรได้ตามปกติ พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.เมืองพัทยา เข้ามาอำนวยความสะดวกและบริหารการจราจรอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาการก่อสร้างนายมาโนช กล่าวว่า ในระยะแรกของการดำเนินงาน ตั้งแต่บริเวณแยกพัทยากลางไปจนถึงวงเวียนปลาโลมา คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 20 วัน ก่อนทยอยดำเนินการในช่วงถัดไป พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนและนักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงเส้นทางในช่วงที่มีการก่อสร้าง หากไม่จำเป็น รวมถึงใช้ความระมัดระวังในการสัญจร เพื่อให้งานเป็นไปตามแผนและเกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุดทั้งนี้ เมืองพัทยาเชื่อว่า เมื่อโครงการแล้วเสร็จ ถนนพัทยาสาย 2 จะมีสภาพที่เรียบ แข็งแรง และปลอดภัยมากขึ้น รองรับการเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของเมือง เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในอนาคต
การเมือง
จากหลังโต๊ะสู่ลงพื้นที่! “บัญชา กุลละวณิชย์” เปิดบทบาทเลขานุการนายกเมืองพัทยายุคใหม่ ย้ำข้อมูลต้องจริง ไม่ขายฝัน พร้อมเปิดเพจรับทุกปัญหาประชาชน
เลขานุการนายกเมืองพัทยา ไม่ควรเป็นเพียงผู้ประสานงานอยู่หลังโต๊ะทำงานอีกต่อไป แต่ต้องเป็น "ด่านหน้า" ที่ลงไปรับฟังปัญหาของประชาชนด้วยตัวเอง ก่อนนำข้อมูลที่ถูกต้องกลับมาสู่โต๊ะบริหาร นี่คือแนวคิดการทำงานของ นายบัญชา กุลละวณิชย์ ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเลขานุการนายกเมืองพัทยาอย่างเป็นทางการภายหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นายบัญชา เปิดเผยว่า รู้สึกเป็นเกียรติและขอขอบคุณ นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ที่ให้ความไว้วางใจ พร้อมยืนยันว่าจะใช้ประสบการณ์ด้านธุรกิจและงานการเมืองท้องถิ่น มาสนับสนุนการทำงานของฝ่ายบริหารอย่างเต็มกำลังสิ่งที่นายบัญชามองว่าเป็นหัวใจของการทำหน้าที่เลขานุการนายกเมืองพัทยา คือ "ข้อมูล" เพราะทุกนโยบายและทุกการตัดสินใจต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพียงแนวคิดที่สวยหรู"ข้อมูลต้องถูกต้อง แม่นยำ และทำได้จริง เพราะนายกเมืองพัทยาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก หากยังไม่ชัดเจน จะไม่นำไปสื่อสารกับประชาชน"แนวคิดดังกล่าว ทำให้บทบาทเลขานุการในยุคนี้จะเปลี่ยนไปจากเดิม จากที่เคยเน้นงานเอกสารและการประสานงานภายในสำนักงาน มาเป็นการทำงานเชิงรุก ลงพื้นที่ รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน ตรวจสอบข้อเท็จจริง และติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ฝ่ายบริหารสามารถเข้าแก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่ต้นทาง ก่อนจะลุกลามเป็นปัญหาใหญ่นายบัญชา ยังระบุว่า ประสบการณ์จากการทำธุรกิจมากกว่า 10 ปี รวมถึงการเคยดำรงตำแหน่งเลขานุการประธานสภาเมืองพัทยา ทำให้เข้าใจทั้งระบบราชการ การทำงานของสภา และการประสานงานกับทุกภาคส่วน ซึ่งจะนำมาปรับใช้ให้การบริหารงานของเมืองพัทยามีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้นสำหรับภารกิจเร่งด่วนที่ได้รับมอบหมาย หนึ่งในนั้นคือการร่วมผลักดันการแก้ไขปัญหาคนจรจัดและคนเร่ร่อน ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนสะท้อนอย่างต่อเนื่องในช่วงการเลือกตั้ง โดยนายกเมืองพัทยาได้มอบหมายให้นายดำรงเกียรติ พินิจการ รองนายกเมืองพัทยา รับผิดชอบหลัก ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับการดูแลเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน เนื่องจากเมืองพัทยาขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจจึงเป็นภารกิจที่ต้องดำเนินควบคู่กันนายบัญชา ย้ำว่า จะทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมยืนยันแนวทางการทำงานว่า "ลุยมากกว่าพูด" ลงพื้นที่รับฟังปัญหาด้วยตัวเอง และเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดการแก้ไขอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรมเพื่อให้ประชาชนสามารถสื่อสารกับฝ่ายบริหารได้สะดวกมากขึ้น นายบัญชา ยังได้เปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนและข้อเสนอแนะผ่านเฟซบุ๊ก "เลขาบอล พัทยา" ซึ่งจะใช้เป็นช่องทางรวบรวมปัญหา ข้อคิดเห็น และประสานการแก้ไขกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทุกเสียงของประชาชนได้รับการรับฟังและผลักดันสู่การแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ
ท่องเที่ยว
เที่ยวงานเดียวเหมือนได้เที่ยว 25 จังหวัด! “สีสันแห่งศรัทธา” เนรมิตหาดพัทยาเป็นถนนวัฒนธรรม ชวนแต่งชุดไทย ชิมของอร่อย ช้อปของดีถึง 19 ก.ค.นี้
หากกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวในพัทยาช่วงสุดสัปดาห์นี้ บริเวณชายหาดพัทยากลางกำลังถูกเนรมิตให้กลายเป็น “ถนนวัฒนธรรม” ขนาดใหญ่ ที่รวบรวมของดีจาก 25 จังหวัดภาคกลางมาไว้ในงานเดียว ภายใต้งาน “มหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนคุณธรรมพลังบวร ภาคกลาง” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-19 กรกฎาคม 2569เมื่อค่ำวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานเปิดงาน โดยมี นายพงศ์ธสิษฐ์ ปิจนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และนางสาวคนึง ไข่ลือนาม วัฒนธรรมจังหวัดชลบุรี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน และนักท่องเที่ยว ร่วมพิธีอย่างคึกคักกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ร่วมกับจังหวัดชลบุรีและสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง จัดงานขึ้นเพื่อขับเคลื่อนการสร้างสังคมคุณธรรมด้วยพลัง “บวร” ซึ่งประกอบด้วย บ้าน วัด ศาสนสถาน และโรงเรียนหรือหน่วยงานภาครัฐ พร้อมต่อยอดทุนทางศาสนา วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เกิดมูลค่าเพิ่มด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนตลอดแนวชายหาดพัทยากลางไปจนถึงบริเวณหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา เต็มไปด้วยร้านค้าชุมชน อาหารพื้นถิ่น ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม และกิจกรรมสาธิตภูมิปัญญาจากทั้ง 25 จังหวัดภาคกลาง ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินเที่ยว ชิมอาหารพื้นบ้าน และเลือกซื้อสินค้าชุมชนได้ในบรรยากาศริมทะเลเมืองพัทยาอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือ นิทรรศการ “ภูมิใจแต่งไทย ทั้งแผ่นดิน” ที่จัดแสดงบนพื้นทรายริมชายหาด โดยนำชุดไทยและชุดพื้นถิ่นอันทรงคุณค่าจากหลากหลายภูมิภาคมาจัดแสดงท่ามกลางแสงไฟยามค่ำคืนและฉากหลังของท้องทะเล สร้างความประทับใจให้กับผู้ร่วมงานและกลายเป็นมุมถ่ายภาพยอดนิยมในทันทีภายในงานยังมีกิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย การแสดงดนตรี การแสดงแสง สี เสียง นิทรรศการองค์ความรู้ด้านศาสนา และกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับทุกเพศทุกวัยตลอดทั้งสามวัน จังหวัดชลบุรีและกรมการศาสนา จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมแต่งกายด้วยผ้าไทยหรือชุดไทย เข้าร่วมงาน “มหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนคุณธรรมพลังบวร ภาคกลาง” ระหว่างวันที่ 17-19 กรกฎาคม 2569 ณ ชายหาดพัทยากลาง เพื่อร่วมสัมผัสเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทย สนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชน และร่วมภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ
ทั่วไป
อาชีพนี้ยังไม่หายไป...แต่คนสืบทอดเริ่มน้อยลง" เปิดชีวิตวงปี่พาทย์ไทยมอญแห่งบางละมุง ผู้รักษาเสียงดนตรีไทยในวันที่โลกเปลี่ยนไป
ท่ามกลางเสียงปี่ เสียงระนาด และจังหวะกลองไทยที่บรรเลงกึกก้องภายในพิธีบวงสรวงองค์พระวิษณุกรรม ณ วิทยาลัยเทคนิคพัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อเร็ว ๆ นี้ หลายคนอาจไม่ได้สังเกตว่า เบื้องหลังบทเพลงอันไพเราะเหล่านั้น คือกลุ่มนักดนตรีไทยผู้กำลังทำหน้าที่รักษา "อาชีพเก่าแก่" ที่นับวันจะเหลือผู้สืบทอดน้อยลงทุกทีหนึ่งในนั้นคือ "วงปี่พาทย์ไทยมอญสว่างศิลป์" วงดนตรีไทยชื่อดังจากตำบลหนองปลาไหล อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ที่ยังคงรับหน้าที่บรรเลงในงานพิธีสำคัญต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งงานบวงสรวง งานอุปสมบท งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ งานทำบุญประจำปี ตลอดจนงานอวมงคลและพิธีศพวงปี่พาทย์ไทยมอญสว่างศิลป์ บริหารงานโดย นายสว่าง รักษาทรัพย์ หรือ "ลุงเล็ก" ครูดนตรีไทยผู้คร่ำหวอดในวงการปี่พาทย์มอญมานานหลายสิบปี โดยปัจจุบันมีสมาชิกนักดนตรีและผู้ร่วมบรรเลงกว่า 15 ชีวิต พร้อมให้บริการทั้งในจังหวัดชลบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงเดินทางไปบรรเลงตามงานต่าง ๆ ทั่วประเทศผลงานของวงเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยเคยคว้ารางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สะท้อนถึงมาตรฐานและคุณภาพการบรรเลงที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศอย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องของการมีงานบรรเลง แต่เป็นเรื่องของการขาดผู้สืบทอดศิลปะดนตรีไทย โดยเฉพาะวงปี่พาทย์มอญที่ต้องอาศัยทั้งทักษะ ความอดทน และการฝึกฝนเป็นเวลานาน จึงทำให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจเรียนรู้กันน้อยลงแม้เทคโนโลยีและดนตรีสมัยใหม่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คน แต่เสียงดนตรีไทยยังคงมีความสำคัญในทุกพิธีกรรมของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นพิธีมงคลหรืออวมงคล เพราะเป็นส่วนหนึ่งของรากเหง้าและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนสำหรับ "ลุงเล็ก" และสมาชิกวงปี่พาทย์ไทยมอญสว่างศิลป์ ทุกครั้งที่เสียงระนาดและฆ้องวงเริ่มบรรเลง ไม่ได้เป็นเพียงการทำงานหรือประกอบอาชีพเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำหน้าที่ดูแลและรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้ยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปและแม้วันนี้ "อาชีพนักดนตรีปี่พาทย์" จะยังไม่หายไป แต่คำถามสำคัญคือ...ในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า จะยังมีคนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมารับหน้าที่สืบทอดเสียงดนตรีไทยเหล่านี้ต่อไปหรือไม่ ข้อมูลติดต่อ ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดหรือจองคิวการแสดงของวงปี่พาทย์ไทยมอญสว่างศิลป์ สามารถติดต่อได้ที่ นายสว่าง รักษาทรัพย์ (ลุงเล็ก) โทรศัพท์ 089-545-6009
ท่องเที่ยว
บาร์บีคิวพลาซ่าเปิดตัวเมนูใหม่รอบ 39 ปี ส่งวากิว-คอหมูพรีเมียม-แซลมอนซาชิมิ เสิร์ฟนักชิมพัทยา Bar B Q Plaza Launches Biggest Menu Revamp in 39 Years, Serving Premium Wagyu, Pork Delicacies and Sashimi-Grade Salmon to Pattaya Diners
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่ร้านบาร์บีคิวพลาซ่า สาขาเซ็นทรัล พัทยา บีช อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด จัดกิจกรรมเปิดตัวเมนูใหม่ภายใต้แนวคิด Menu Vision 2026 : One Size Fits One ซึ่งถือเป็นการปรับเมนูครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 39 ปีของแบรนด์ เพื่อยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารและตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีความชื่นชอบและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายมากขึ้นนายรัฐ ตระกูลไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด กล่าวว่า จังหวัดชลบุรีถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของบาร์บีคิวพลาซ่า โดยมีจำนวนสาขามากเป็นอันดับสองของประเทศรองจากกรุงเทพมหานคร และยังเป็นจังหวัดที่มีกำลังซื้อสูง จากการเป็นทั้งเมืองอุตสาหกรรม แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ดึงดูดผู้คนจากหลากหลายอาชีพเข้ามาใช้ชีวิตและทำงานปัจจุบัน บาร์บีคิวพลาซ่ามีทั้งหมด 9 สาขาในจังหวัดชลบุรี ได้แก่ สาขาแปซิฟิค พาร์ค ศรีราชา, บิ๊กซี ชลบุรี, เซ็นทรัล พัทยา บีช, เซ็นทรัล ชลบุรี, เซ็นทรัล มารีนา เอาต์เล็ต, โรบินสัน ชลบุรี, เทอร์มินอล 21 พัทยา, โรบินสัน บ่อวิน และเซ็นทรัลพลาซ่า ศรีราชา โดยตลอดระยะเวลากว่า 26 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ได้เติบโตเคียงข้างชาวชลบุรีมาตั้งแต่การเปิดสาขาแรกในอำเภอศรีราชาเมื่อปี 2543สำหรับไฮไลต์ของการปรับเมนูครั้งนี้ คือการเพิ่มทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่มีความชื่นชอบแตกต่างกัน เริ่มจาก ชุดพรีเมียมวากิวและชุดทรีโอวากิว ที่คัดสรรเนื้อวากิว 3 ส่วน ได้แก่ สันคอ ใบพาย และคารูบิ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มยากินิกุสูตรพิเศษที่มีส่วนผสมของแอปเปิ้ลสดปั่นทุกวัน เพื่อเพิ่มรสชาติและความกลมกล่อมของเนื้อย่างด้านคนรักเมนูหมู บาร์บีคิวพลาซ่าได้เปิดตัว ชุดพรีเมียมหมูและชุดทรีโอพรีเมียมหมู โดยมีไฮไลต์คือ คอหมูทงโทโระ ซึ่งเป็นส่วนพิเศษของหมูที่มีปริมาณจำกัด ให้เนื้อนุ่มเด้งและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมเมนูเยอรมันเบคอนและชุดพิเศษสำหรับสายหมูโดยเฉพาะขณะที่กลุ่มผู้ชื่นชอบอาหารทะเลและเมนูปลาดิบ ยังได้เพิ่มทางเลือกใหม่ด้วย แซลมอนเกรดซาชิมิ ทั้งในรูปแบบแซลมอนซาชิมิ ยำแซลมอน และแซลมอนแซ่บ รวมถึงชุดซูเปอร์ซีฟู้ดกุ้งจัมโบ้และชุดทรีโอซีฟู้ด เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดปั่นสดทุกวันนอกจากนี้ บาร์บีคิวพลาซ่ายังให้ความสำคัญกับประสบการณ์ภายในร้าน โดยเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ ๆ อาทิ ที่วางโทรศัพท์มือถือสำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบการถ่ายภาพและไลฟ์สด หมวกคลุมผม ยางรัดผม สเปรย์ลดกลิ่นติดเสื้อผ้า รวมถึงที่นั่งสำหรับเด็ก เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้เวลาร่วมกันบนโต๊ะอาหารได้อย่างสะดวกสบายและมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้นนายรัฐ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 26 ปีที่ผ่านมา บาร์บีคิวพลาซ่าเปรียบเสมือน “เขยเมืองชล” ที่ได้รับการต้อนรับและความไว้วางใจจากชาวชลบุรีมาโดยตลอด ตั้งแต่มื้ออาหารของครอบครัว การเฉลิมฉลอง ไปจนถึงการพบปะสังสรรค์ในชีวิตประจำวัน และความไว้วางใจดังกล่าวคือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้แบรนด์ยังคงพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งทั้งนี้ เมืองพัทยาในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติและศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภาคตะวันออก ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีผู้บริโภคหลากหลายที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ทั้งคนในพื้นที่ นักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างชาติ ส่งผลให้ธุรกิจร้านอาหารต้องพัฒนาเมนูและบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปและมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์มากยิ่งขึ้น
เปิดแล้ว! “โป๊ะประมงนาเกลือ” จุดชมพระอาทิตย์ตกแห่งใหม่ของพัทยา เช็กอิน กินซีฟู้ด เที่ยวครบในที่เดียว New Sunset Spot in Pattaya: Naklua Fishing Pier Becomes the City's Latest Seaside Landmark
หากพูดถึง “ลานโพธิ์นาเกลือ” หลายคนคงนึกถึงตลาดอาหารทะเลสดและอาหารทะเลปรุงสุกชื่อดังของเมืองพัทยา ที่มีทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา สดใหม่จากทะเล และร้านอาหารซีฟู้ดให้เลือกนั่งรับประทานในบรรยากาศริมทะเลแบบสบาย ๆแต่วันนี้ ลานโพธิ์นาเกลือไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายของสายกินอีกต่อไป เพราะบริเวณดังกล่าวกำลังมีแลนด์มาร์กแห่งใหม่เกิดขึ้น หลังโครงการเพิ่มศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงนวัตวิถีและส่งเสริมประมงพื้นบ้านนาเกลือ ในส่วนของ “โป๊ะเทียบเรือประมงพื้นบ้านนาเกลือ” เฟสแรก ก่อสร้างแล้วเสร็จ และเริ่มได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่องด้วยลักษณะของโป๊ะที่ยื่นออกไปในทะเล ทำให้สามารถมองเห็นวิวทะเลแบบเปิดกว้าง โดยเฉพาะในช่วงเย็นที่พระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า บรรยากาศเงียบสงบของชุมชนประมงเก่าแก่ ผสานกับแสงสีทองยามเย็น กลายเป็นอีกหนึ่งมุมชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามไม่แพ้ชายหาดพัทยาหรือแหลมบาลีฮายนอกจากนี้ เมืองพัทยายังมีแนวคิดในการต่อยอดพื้นที่แห่งนี้ให้สอดคล้องกับวิถีประมงพื้นบ้าน ทั้งการเปิดพื้นที่สำหรับกิจกรรมตกปลา ตกหมึก และการพักผ่อนริมทะเล ซึ่งในอนาคตอาจกลายเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมท่องเที่ยวที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสเสน่ห์ของนาเกลือมากยิ่งขึ้นสำหรับสายถ่ายภาพและนักสร้างคอนเทนต์ “โป๊ะประมงนาเกลือ” ยังถือเป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินแห่งใหม่ของเมืองพัทยา เพราะสามารถเก็บภาพได้ทั้งวิวทะเล วิถีชุมชนประมง และพระอาทิตย์ตกในมุมที่แตกต่างจากสถานที่ท่องเที่ยวอื่นของเมืองจากเดิมที่ลานโพธิ์นาเกลือเป็นเพียงตลาดซีฟู้ดชื่อดัง วันนี้พื้นที่แห่งนี้กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนบทบาทสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชนที่เชื่อมโยงอาหาร วัฒนธรรมประมง และการพักผ่อนริมทะเลเข้าด้วยกัน จนมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญของนาเกลือและเมืองพัทยาในอนาคต
กองบรรณาธิการมาตรฐาน
BTV News สื่อดีที่รักคุณ