โฆษณาผู้สนับสนุน

ข่าวเด่นวันนี้

ข่าวสารล่าสุด

ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญร่วมเสวนาในงาน VNU Future Cities & Experiences Dinner Talk ที่โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา แลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนา Smart City และ EEC เทคโนโลยี

พัทยา–EEC เดินหน้าสู่เมืองอัจฉริยะ ภาครัฐ–เอกชน ผนึกกำลังดันเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และไมซ์ ด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต Pattaya and EEC Join Forces to Build a Smart Future City Through Innovation, Tourism and MICE Development

ชลบุรี, 22 กรกฎาคม 2569 – จังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยาเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) รองรับการเติบโตของเมืองแห่งอนาคตบริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด จัดงาน VNU Future Cities & Experiences Dinner Talk ณ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา จังหวัดชลบุรี เปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ผ่าน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำ ระบบคมนาคมและการจราจรอัจฉริยะ และเทคโนโลยีแสง สี เสียง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวนายอิสรา เจริญชาศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า จังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยาเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของ EEC ที่มีศักยภาพด้านการลงทุน อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมย้ำว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเป็นหัวใจสำคัญในการผลักดันการพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนด้าน นายรัตนชัย สุทธิเดชานัย ผู้แทนการตลาดอุตสาหกรรมไมซ์ประจำภาคตะวันออก สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) กล่าวว่า อุตสาหกรรมไมซ์เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองแห่งอนาคต เพราะนอกจากสร้างรายได้จากนักเดินทางเพื่อธุรกิจแล้ว ยังดึงดูดองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินลงทุน และเครือข่ายธุรกิจจากทั้งในและต่างประเทศเข้าสู่พื้นที่ สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องขณะที่ นางสาวปนัดดา ก๋งม้า รองประธานสายงานธุรกิจ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด กล่าวว่า เมืองแห่งอนาคตไม่สามารถพัฒนาแบบแยกส่วน แต่ต้องเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี ทรัพยากร และประสบการณ์ของผู้คนเข้าด้วยกัน โดยบริษัททำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมโยงหน่วยงานที่มีความต้องการจริงเข้ากับผู้พัฒนาเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อผลักดันให้เกิดการนำโซลูชันไปใช้ได้จริงภายในงานยังจัดเวทีเสวนาระดับผู้บริหาร โดยมี นายชุมพล เที่ยงธรรมดี ผู้อำนวยการส่วนบริหารและเผยแพร่วิชาการ เมืองพัทยา, นายณัฐชาคร อมรกุล ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำที่ 2 ฉะเชิงเทรา สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 6 กรมทรัพยากรน้ำ, นางสาววรอนงค์ วิจักษณ์โยธิน นักออกแบบแสงอิสระ และ นายภูมิ นิธิภาสกร ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแสงสถาปัตยกรรมบันเทิง ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการน้ำ การใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย ตลอดจนการออกแบบแสงและการสร้างประสบการณ์ เพื่อยกระดับศักยภาพของเมืองท่องเที่ยว เมืองเศรษฐกิจ และเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืนภายหลังการเสวนา นายดวงเด็ด ย้วยความดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด กล่าวว่า บริษัทมุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองแห่งอนาคตผ่าน 3 กลุ่มเทคโนโลยีหลัก ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำ ระบบคมนาคมอัจฉริยะ และเทคโนโลยีด้านแสง สี เสียง โดยใช้เวทีงานแสดงสินค้านานาชาติเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจจากทั่วโลก สำหรับแผนการจัดงานในช่วงต่อไป ประกอบด้วย Prolight + Sound Bangkok 2026 ระหว่างวันที่ 30 กันยายน–2 ตุลาคม 2569 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ, Aquatech Asia 2026 ระหว่างวันที่ 25–27 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และ Intertraffic Asia 2027 ระหว่างวันที่ 28–30 เมษายน 2570 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ โดยทั้งสามงานมุ่งเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน และผู้พัฒนาเทคโนโลยีจากทั่วโลก เพื่อร่วมผลักดันการสร้างเมืองอัจฉริยะ เมืองน่าอยู่ และเศรษฐกิจแห่งอนาคตของประเทศไทย

บรรยากาศ MATA Café คาเฟ่ภายในเทวาลัยมหากาลีอวตาร จักรวาลชนนี พัทยา พร้อมเครื่องดื่ม ของหวาน และมุมถ่ายภาพสายมู ร้านเด็ด

สายมูพัทยา ต้องรู้จัก! "MATA Café" คาเฟ่แห่งแรกในเทวาลัย จิบกาแฟก่อนขอพรได้ในที่เดียว

คาเฟ่ที่ไม่ได้มีดีแค่กาแฟ แต่เป็นอีกหนึ่งพื้นที่พักใจของผู้ศรัทธา ก่อนและหลังการสักการะองค์เทพฮินดู หลายคนอาจรู้จัก เทวาลัยมหากาลีอวตาร จักรวาลชนนี ในฐานะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้ที่ศรัทธาองค์พระแม่กาลี พระพิฆเนศ และเหล่าเทพฮินดู แต่มีอีกหนึ่งมุมที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ นั่นคือ "MATA Café (มาตา คาเฟ่)" คาเฟ่ที่ตั้งอยู่ภายในเทวาลัย ซึ่งเปิดให้ผู้มาเยือนได้จิบกาแฟ พักผ่อน และเติมพลังใจก่อนหรือหลังการเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินที่ผสมผสานไลฟ์สไตล์และความศรัทธาไว้ในสถานที่เดียวMATA Café ถูกออกแบบให้กลมกลืนกับบรรยากาศของเทวาลัย ภายในตกแต่งด้วยโทนอบอุ่น เรียบหรู แฝงกลิ่นอายศิลปะฮินดู มีภาพองค์พระพิฆเนศ องค์พระแม่ลักษมี ระฆังมงคล และองค์ประกอบที่สื่อถึงความเป็นสิริมงคล ช่วยสร้างความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย แตกต่างจากคาเฟ่ทั่วไป เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการนั่งพัก พูดคุย หรือใช้ช่วงเวลาเงียบ ๆ ก่อนเดินเข้าสักการะองค์เทพไฮไลต์ของร้านคือการตอบโจทย์นักท่องเที่ยวสายมูที่เดินทางมายังเทวาลัย ผู้มาเยือนไม่จำเป็นต้องเดินทางออกไปหาร้านกาแฟด้านนอก สามารถแวะนั่งจิบเครื่องดื่ม เติมความสดชื่น หรือพักผ่อนหลังการไหว้พระได้ทันที ทำให้การเดินทางมาเทวาลัยในหนึ่งวัน ครบทั้งการทำบุญ พักผ่อน และท่องเที่ยวในเวลาเดียวกันสำหรับเมนูของร้านมีให้เลือกครบทั้งกาแฟสด ชา นม อิตาเลียนโซดา เครื่องดื่มซิกเนเจอร์ รวมถึงเบเกอรี่และของหวานหลากหลายเมนู ราคาเริ่มต้นเพียง 38 บาท โดยอีกหนึ่งกิมมิกที่หลายคนสะดุดตา คือ เมนูของร้านทุกแก้วเลือกตั้งราคาลงท้ายด้วยเลข 8 ไม่ว่าจะเป็น 38, 48, 58, 68 หรือ 78 บาท ซึ่งเจ้าของร้านตั้งใจเลือกใช้เลขมงคลที่ตามความเชื่อหมายถึงความมั่งคั่ง ความเจริญรุ่งเรือง และโชคลาภ เพื่อให้สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ของคาเฟ่ที่ตั้งอยู่ภายในเทวาลัยส่วนสายของหวานก็มีเมนูให้เลือกไม่น้อย ทั้งเค้กมะพร้าว เค้กส้ม เค้กช็อกโกแลต ขนมโฮมเมด และขนมเปี๊ยะไส้ไข่เค็ม เหมาะสำหรับรับประทานคู่กับกาแฟในช่วงเช้าหรือยามบ่าย พร้อมมุมนั่งพักที่สามารถมองเห็นบรรยากาศโดยรอบของเทวาลัยได้อย่างสบายตานอกจากความอร่อยแล้ว MATA Café ยังเป็นอีกหนึ่งมุมถ่ายภาพที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นมุมเครื่องดื่มกับฉากภาพองค์เทพฮินดู มุมกระจกที่รับแสงธรรมชาติ หรือมุมด้านหน้าร้านที่เชื่อมต่อกับสถาปัตยกรรมของเทวาลัย ทำให้ที่นี่ตอบโจทย์ทั้งสายคาเฟ่ สายคอนเทนต์ และผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาหลังจากแวะเติมพลังที่คาเฟ่แล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถเดินเข้าสักการะภายใน เทวาลัยมหากาลีอวตาร จักรวาลชนนี ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากแรงศรัทธา เพื่อเป็นสถานที่บูชาสักการะองค์พระแม่กาลีและเหล่าเทพฮินดู สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เปิดให้เข้าสักการะทุกวัน เวลา 09.00-19.00 น. โดยไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ที่กำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ในพัทยา ที่ไม่ได้มีเพียงการนั่งจิบกาแฟหรือถ่ายภาพสวย ๆ แต่ยังได้สัมผัสบรรยากาศแห่งความศรัทธาและความสงบ MATA Café จึงเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่น่าสนใจ เพราะเป็นคาเฟ่ที่เชื่อมโยงการพักผ่อน ความอร่อย และการขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลไว้ในสถานที่เดียวMATA Café (มาตา คาเฟ่) 📍 ภายในเทวาลัยมหากาลีอวตาร จักรวาลชนนี จ.พัทยา ☕ เปิดทุกวัน เวลา 08.00-20.00 น. 🛕 เทวาลัยเปิดให้เข้าสักการะ เวลา 09.00-19.00 น. 🎟️ เข้าสักการะฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย 

เจ้าหน้าที่พบบุคคลไร้ที่พึ่งยังคงใช้พื้นที่สาธารณะบริเวณชายหาดพัทยาเป็นที่พักอาศัย ระหว่างการลงพื้นที่จัดระเบียบและให้ความช่วยเหลือของเมืองพัทยา การเมือง

เมืองพัทยาจ่อใช้มาตรการเข้ม แก้ปัญหาคนไร้ที่พึ่งริมชายหาด วอนหยุดให้เงิน ตัดวงจรเร่ร่อนซ้ำซาก Pattaya Eyes Tougher Measures to Tackle Beach Homeless Problem, Urges Tourists to Stop Giving Money

ปัญหาคนไร้ที่พึ่งบริเวณชายหาดพัทยา ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่เมืองพัทยาต้องเผชิญ แม้จะลงพื้นที่จัดระเบียบมาอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่เจ้าหน้าที่พบกลับเป็นภาพเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลายคนปฏิเสธการเข้ารับความช่วยเหลือจากภาครัฐ เพราะกฎหมายไม่สามารถบังคับให้ออกจากพื้นที่หรือเข้าสู่ศูนย์คุ้มครองได้ หากเจ้าตัวไม่ยินยอมผลที่ตามมาคือ นอกจากภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวแล้ว ประชาชนในพื้นที่ยังเริ่มได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมบางส่วนของกลุ่มคนเร่ร่อน ทั้งการสะสมขยะ การยึดพื้นที่สาธารณะ รวมถึงมีข้อร้องเรียนเรื่องการลักเล็กขโมยน้อยในหลายพื้นที่ จนกลายเป็นหนึ่งในปัญหาที่ถูกร้องเรียนมายังเมืองพัทยาอย่างต่อเนื่องเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นายดำรงเกียรติ พินิจการ รองนายกเมืองพัทยา พร้อมด้วย นางปาณรดา อัตโตหิ รองปลัดเมืองพัทยา นายบัญชา กุลละวณิชย์ เลขานุการนายกเมืองพัทยา นายสุริวัฒน์ เริ่มกิจการ ผู้ช่วยเลขานุการนายกเมืองพัทยา นำเจ้าหน้าที่จากศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตจังหวัดชลบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่จัดระเบียบบุคคลไร้ที่พึ่งตลอดแนวชายหาดพัทยา ตั้งแต่พัทยาเหนือไปจนถึงบริเวณถนนWalking Street การลงพื้นที่ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่พบว่าผู้ที่ยังคงใช้ชีวิตอยู่ริมชายหาด เกือบทั้งหมดเป็นกลุ่มเดิม ที่เคยได้รับการพูดคุยและเชิญชวนเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือมาแล้วหลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ยินยอมเข้ารับการดูแล เนื่องจากสามารถปฏิเสธได้ตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดนายดำรงเกียรติ กล่าวว่า จากการพูดคุยกับกลุ่มคนไร้ที่พึ่ง พบว่าหลายคนยังเลือกอยู่ในพื้นที่เพราะสามารถขอเงินจากนักท่องเที่ยว มีรายได้จากการขายดอกไม้ ขอทาน หรือบางรายลักลอบปล่อยเช่าเสื่อและอุปกรณ์ชายหาด จึงไม่ต้องการเข้าสู่ระบบฟื้นฟู แม้ว่าภาครัฐจะมีทั้งที่พัก อาหาร การฝึกอาชีพ และการจัดหางานรองรับก็ตามรองนายกเมืองพัทยา ยอมรับว่า ข้อจำกัดสำคัญคือกฎหมายในปัจจุบันยังไม่เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวหรือบังคับให้บุคคลไร้ที่พึ่งเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือได้ หากเจ้าตัวไม่สมัครใจ ทำให้การแก้ไขปัญหายังคงเป็นลักษณะ "จัดระเบียบแล้วกลับมาใหม่"ด้วยเหตุนี้ เมืองพัทยาจึงเตรียมเชิญนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยบูรพา หน่วยงานด้านสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือเพื่อพิจารณาแนวทางการใช้กฎหมายหรือมาตรการเพิ่มเติมที่เหมาะสม โดยต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายและหลักการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ควบคู่กับการรักษาความสงบเรียบร้อยของพื้นที่สาธารณะหากได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เมืองพัทยาจะเพิ่มความเข้มงวดในการกวดขันพื้นที่ โดยเฉพาะการผลักดันผู้ที่สร้างความเดือดร้อนออกจากพื้นที่สาธารณะ การจัดเก็บสิ่งของที่กีดขวางทางสาธารณะ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาวนกลับมาเกิดซ้ำอีกหนึ่งประเด็นที่เมืองพัทยาเน้นย้ำ คือ การขอความร่วมมือจากประชาชนและนักท่องเที่ยว "หยุดให้เงิน" แก่กลุ่มคนเร่ร่อน เพราะจากข้อมูลของเจ้าหน้าที่ พบว่าการได้รับเงินจากผู้สัญจรและนักท่องเที่ยว เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายคนเลือกใช้ชีวิตอยู่ริมชายหาดต่อไป แทนที่จะเข้าสู่ระบบการช่วยเหลือของภาครัฐพร้อมกันนี้ ยังขอความร่วมมือเจ้าของที่ดินหรือพื้นที่รกร้างให้ดูแลพื้นที่ของตนเอง ไม่ปล่อยให้เป็นแหล่งพักอาศัยของกลุ่มคนไร้ที่พึ่ง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการกลับเข้ามาใช้พื้นที่และลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบแม้การแก้ไขปัญหาจะไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่เมืองพัทยายืนยันว่าจะเดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วน ควบคู่กับการผลักดันมาตรการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของบุคคล และการดูแลความปลอดภัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อย รวมถึงภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ

นายมาโนช หนองใหญ่ รองนายกเมืองพัทยา ลงพื้นที่ Kick Off โครงการปรับปรุงผิวจราจรถนนพัทยาสาย 2 พร้อมติดตามการดำเนินงานวันแรก โดยเมืองพัทยายืนยันใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 90 วัน และแบ่งปิดถนนทีละเลนเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการ การเมือง

เมืองพัทยา Kick Off ปรับปรุงถนนพัทยาสาย 2 เริ่มวันแรก คาดเสร็จใน 90 วัน Pattaya City Kicks Off Second Road Improvement Project, Completion Expected Within 90 Days

เมืองพัทยาเริ่มเดินหน้าปรับปรุงผิวจราจรถนนพัทยาสาย 2 อย่างเป็นทางการในวันแรก หลังโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ตลอดแนวถนนแล้วเสร็จ รองนายกเมืองพัทยายืนยันใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 90 วัน พร้อมใช้วิธีปิดถนนทีละเลนเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 บริเวณแยกพัทยากลาง ถนนพัทยาสาย 2 นายมาโนช หนองใหญ่ รองนายกเมืองพัทยา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักการช่าง เมืองพัทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ Kick Off การดำเนินโครงการปรับปรุงผิวจราจรถนนพัทยาสาย 2 อย่างเป็นทางการ พร้อมติดตามการปฏิบัติงานของผู้รับเหมา และตรวจสอบมาตรการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรตลอดแนวเส้นทางนายมาโนช เปิดเผยว่า ถนนพัทยาสาย 2 เป็นหนึ่งในเส้นทางสายหลักที่ประชาชนเรียกร้องให้เร่งปรับปรุงมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา มีการดำเนินโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่หลายโครงการ ทั้งการวางท่อประปา การก่อสร้างท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ และโครงการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน ส่งผลให้พื้นผิวถนนชำรุดและเกิดความไม่สะดวกในการสัญจรหลังจากโครงการสาธารณูปโภคทั้งหมดแล้วเสร็จ เมืองพัทยาจึงเริ่มดำเนินการปรับปรุงผิวจราจรครั้งใหญ่ ตั้งแต่บริเวณแยกพัทยาใต้ไปจนถึงวงเวียนปลาโลมา โดยใช้เทคโนโลยี Recycling รีไซเคิลโครงสร้างถนนเดิมในบางช่วง และใช้วิธี Overlay หรือการปูผิวจราจรใหม่ในบางพื้นที่ เพื่อให้ถนนมีความแข็งแรง ได้มาตรฐาน และรองรับการใช้งานในระยะยาวรองนายกเมืองพัทยา ระบุว่า แม้สัญญาโครงการจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่วันนี้ถือเป็นการเริ่มดำเนินงานภาคสนามอย่างเต็มรูปแบบ โดยกำหนดระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 90 วัน เมื่อโครงการแล้วเสร็จ ถนนพัทยาสาย 2 จะมีพื้นผิวเรียบตลอดสาย และจะไม่มีการขุดถนนเพื่อดำเนินโครงการสาธารณูปโภคเพิ่มเติมอีก ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน เช่น ท่อประปาแตก หรือเหตุจำเป็นที่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการประชาชนสำหรับการก่อสร้าง เมืองพัทยาจะใช้วิธีแบ่งดำเนินงาน ทีละเลน ทีละช่วง ระยะประมาณ 300 เมตรต่อครั้ง โดยไม่ปิดถนนทั้งหมด เพื่อให้ประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการริมถนนยังสามารถเข้า-ออกพื้นที่และดำเนินกิจการได้ตามปกติ ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ให้เหลือน้อยที่สุดนอกจากนี้ จะดำเนินงานเฉพาะช่วงเช้าถึงช่วงกลางวัน และหลีกเลี่ยงการทำงานในเวลากลางคืน เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นย่านธุรกิจ โรงแรม ร้านอาหาร และสถานบันเทิง ซึ่งมีนักท่องเที่ยวใช้บริการเป็นจำนวนมากในช่วงค่ำด้านการจัดการจราจร เมืองพัทยาจะปิดเฉพาะช่องทางที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง โดยเปิดช่องทางที่เหลือให้รถสามารถสัญจรได้ตามปกติ พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.เมืองพัทยา เข้ามาอำนวยความสะดวกและบริหารการจราจรอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาการก่อสร้างนายมาโนช กล่าวว่า ในระยะแรกของการดำเนินงาน ตั้งแต่บริเวณแยกพัทยากลางไปจนถึงวงเวียนปลาโลมา คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 20 วัน ก่อนทยอยดำเนินการในช่วงถัดไป พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนและนักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงเส้นทางในช่วงที่มีการก่อสร้าง หากไม่จำเป็น รวมถึงใช้ความระมัดระวังในการสัญจร เพื่อให้งานเป็นไปตามแผนและเกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุดทั้งนี้ เมืองพัทยาเชื่อว่า เมื่อโครงการแล้วเสร็จ ถนนพัทยาสาย 2 จะมีสภาพที่เรียบ แข็งแรง และปลอดภัยมากขึ้น รองรับการเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของเมือง เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในอนาคต

นายบัญชา กุลละวณิชย์ เข้ารับตำแหน่งเลขานุการนายกเมืองพัทยาอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศแนวทางการทำงานเชิงรุก เน้นลงพื้นที่ รับฟังปัญหาประชาชน และย้ำทุกนโยบายต้องอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถปฏิบัติได้จริง เพื่อร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองพัทยาในวาระใหม่ การเมือง

จากหลังโต๊ะสู่ลงพื้นที่! “บัญชา กุลละวณิชย์” เปิดบทบาทเลขานุการนายกเมืองพัทยายุคใหม่ ย้ำข้อมูลต้องจริง ไม่ขายฝัน พร้อมเปิดเพจรับทุกปัญหาประชาชน

เลขานุการนายกเมืองพัทยา ไม่ควรเป็นเพียงผู้ประสานงานอยู่หลังโต๊ะทำงานอีกต่อไป แต่ต้องเป็น "ด่านหน้า" ที่ลงไปรับฟังปัญหาของประชาชนด้วยตัวเอง ก่อนนำข้อมูลที่ถูกต้องกลับมาสู่โต๊ะบริหาร นี่คือแนวคิดการทำงานของ นายบัญชา กุลละวณิชย์ ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเลขานุการนายกเมืองพัทยาอย่างเป็นทางการภายหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นายบัญชา เปิดเผยว่า รู้สึกเป็นเกียรติและขอขอบคุณ นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ที่ให้ความไว้วางใจ พร้อมยืนยันว่าจะใช้ประสบการณ์ด้านธุรกิจและงานการเมืองท้องถิ่น มาสนับสนุนการทำงานของฝ่ายบริหารอย่างเต็มกำลังสิ่งที่นายบัญชามองว่าเป็นหัวใจของการทำหน้าที่เลขานุการนายกเมืองพัทยา คือ "ข้อมูล" เพราะทุกนโยบายและทุกการตัดสินใจต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพียงแนวคิดที่สวยหรู"ข้อมูลต้องถูกต้อง แม่นยำ และทำได้จริง เพราะนายกเมืองพัทยาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก หากยังไม่ชัดเจน จะไม่นำไปสื่อสารกับประชาชน"แนวคิดดังกล่าว ทำให้บทบาทเลขานุการในยุคนี้จะเปลี่ยนไปจากเดิม จากที่เคยเน้นงานเอกสารและการประสานงานภายในสำนักงาน มาเป็นการทำงานเชิงรุก ลงพื้นที่ รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน ตรวจสอบข้อเท็จจริง และติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ฝ่ายบริหารสามารถเข้าแก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่ต้นทาง ก่อนจะลุกลามเป็นปัญหาใหญ่นายบัญชา ยังระบุว่า ประสบการณ์จากการทำธุรกิจมากกว่า 10 ปี รวมถึงการเคยดำรงตำแหน่งเลขานุการประธานสภาเมืองพัทยา ทำให้เข้าใจทั้งระบบราชการ การทำงานของสภา และการประสานงานกับทุกภาคส่วน ซึ่งจะนำมาปรับใช้ให้การบริหารงานของเมืองพัทยามีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้นสำหรับภารกิจเร่งด่วนที่ได้รับมอบหมาย หนึ่งในนั้นคือการร่วมผลักดันการแก้ไขปัญหาคนจรจัดและคนเร่ร่อน ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนสะท้อนอย่างต่อเนื่องในช่วงการเลือกตั้ง โดยนายกเมืองพัทยาได้มอบหมายให้นายดำรงเกียรติ พินิจการ รองนายกเมืองพัทยา รับผิดชอบหลัก ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับการดูแลเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน เนื่องจากเมืองพัทยาขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจจึงเป็นภารกิจที่ต้องดำเนินควบคู่กันนายบัญชา ย้ำว่า จะทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมยืนยันแนวทางการทำงานว่า "ลุยมากกว่าพูด" ลงพื้นที่รับฟังปัญหาด้วยตัวเอง และเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดการแก้ไขอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรมเพื่อให้ประชาชนสามารถสื่อสารกับฝ่ายบริหารได้สะดวกมากขึ้น นายบัญชา ยังได้เปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนและข้อเสนอแนะผ่านเฟซบุ๊ก "เลขาบอล พัทยา" ซึ่งจะใช้เป็นช่องทางรวบรวมปัญหา ข้อคิดเห็น และประสานการแก้ไขกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทุกเสียงของประชาชนได้รับการรับฟังและผลักดันสู่การแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ

บรรยากาศถนนวัฒนธรรมริมชายหาดพัทยา ที่รวบรวมของดี อาหารพื้นถิ่น และผลิตภัณฑ์ชุมชนจาก 25 จังหวัดภาคกลางมาไว้ในงานเดียว ท่องเที่ยว

เที่ยวงานเดียวเหมือนได้เที่ยว 25 จังหวัด! “สีสันแห่งศรัทธา” เนรมิตหาดพัทยาเป็นถนนวัฒนธรรม ชวนแต่งชุดไทย ชิมของอร่อย ช้อปของดีถึง 19 ก.ค.นี้

หากกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวในพัทยาช่วงสุดสัปดาห์นี้ บริเวณชายหาดพัทยากลางกำลังถูกเนรมิตให้กลายเป็น “ถนนวัฒนธรรม” ขนาดใหญ่ ที่รวบรวมของดีจาก 25 จังหวัดภาคกลางมาไว้ในงานเดียว ภายใต้งาน “มหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนคุณธรรมพลังบวร ภาคกลาง” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-19 กรกฎาคม 2569เมื่อค่ำวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานเปิดงาน โดยมี นายพงศ์ธสิษฐ์ ปิจนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และนางสาวคนึง ไข่ลือนาม วัฒนธรรมจังหวัดชลบุรี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน และนักท่องเที่ยว ร่วมพิธีอย่างคึกคักกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ร่วมกับจังหวัดชลบุรีและสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง จัดงานขึ้นเพื่อขับเคลื่อนการสร้างสังคมคุณธรรมด้วยพลัง “บวร” ซึ่งประกอบด้วย บ้าน วัด ศาสนสถาน และโรงเรียนหรือหน่วยงานภาครัฐ พร้อมต่อยอดทุนทางศาสนา วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เกิดมูลค่าเพิ่มด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนตลอดแนวชายหาดพัทยากลางไปจนถึงบริเวณหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา เต็มไปด้วยร้านค้าชุมชน อาหารพื้นถิ่น ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม และกิจกรรมสาธิตภูมิปัญญาจากทั้ง 25 จังหวัดภาคกลาง ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินเที่ยว ชิมอาหารพื้นบ้าน และเลือกซื้อสินค้าชุมชนได้ในบรรยากาศริมทะเลเมืองพัทยาอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือ นิทรรศการ “ภูมิใจแต่งไทย ทั้งแผ่นดิน” ที่จัดแสดงบนพื้นทรายริมชายหาด โดยนำชุดไทยและชุดพื้นถิ่นอันทรงคุณค่าจากหลากหลายภูมิภาคมาจัดแสดงท่ามกลางแสงไฟยามค่ำคืนและฉากหลังของท้องทะเล สร้างความประทับใจให้กับผู้ร่วมงานและกลายเป็นมุมถ่ายภาพยอดนิยมในทันทีภายในงานยังมีกิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย การแสดงดนตรี การแสดงแสง สี เสียง นิทรรศการองค์ความรู้ด้านศาสนา และกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับทุกเพศทุกวัยตลอดทั้งสามวัน จังหวัดชลบุรีและกรมการศาสนา จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมแต่งกายด้วยผ้าไทยหรือชุดไทย เข้าร่วมงาน “มหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนคุณธรรมพลังบวร ภาคกลาง” ระหว่างวันที่ 17-19 กรกฎาคม 2569 ณ ชายหาดพัทยากลาง เพื่อร่วมสัมผัสเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทย สนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชน และร่วมภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

วงปี่พาทย์ไทยมอญสว่างศิลป์ จากตำบลหนองปลาไหล อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ร่วมบรรเลงในพิธีบวงสรวงองค์พระวิษณุกรรม ณ วิทยาลัยเทคนิคพัทยา สะท้อนให้เห็นถึงอาชีพดั้งเดิมที่ยังคงมีลมหายใจ แม้ผู้สืบทอดจะเริ่มลดน้อยลงในปัจจุบัน ทั่วไป

อาชีพนี้ยังไม่หายไป...แต่คนสืบทอดเริ่มน้อยลง" เปิดชีวิตวงปี่พาทย์ไทยมอญแห่งบางละมุง ผู้รักษาเสียงดนตรีไทยในวันที่โลกเปลี่ยนไป

ท่ามกลางเสียงปี่ เสียงระนาด และจังหวะกลองไทยที่บรรเลงกึกก้องภายในพิธีบวงสรวงองค์พระวิษณุกรรม ณ วิทยาลัยเทคนิคพัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อเร็ว ๆ นี้ หลายคนอาจไม่ได้สังเกตว่า เบื้องหลังบทเพลงอันไพเราะเหล่านั้น คือกลุ่มนักดนตรีไทยผู้กำลังทำหน้าที่รักษา "อาชีพเก่าแก่" ที่นับวันจะเหลือผู้สืบทอดน้อยลงทุกทีหนึ่งในนั้นคือ "วงปี่พาทย์ไทยมอญสว่างศิลป์" วงดนตรีไทยชื่อดังจากตำบลหนองปลาไหล อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ที่ยังคงรับหน้าที่บรรเลงในงานพิธีสำคัญต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งงานบวงสรวง งานอุปสมบท งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ งานทำบุญประจำปี ตลอดจนงานอวมงคลและพิธีศพวงปี่พาทย์ไทยมอญสว่างศิลป์ บริหารงานโดย นายสว่าง รักษาทรัพย์ หรือ "ลุงเล็ก" ครูดนตรีไทยผู้คร่ำหวอดในวงการปี่พาทย์มอญมานานหลายสิบปี โดยปัจจุบันมีสมาชิกนักดนตรีและผู้ร่วมบรรเลงกว่า 15 ชีวิต พร้อมให้บริการทั้งในจังหวัดชลบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงเดินทางไปบรรเลงตามงานต่าง ๆ ทั่วประเทศผลงานของวงเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยเคยคว้ารางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สะท้อนถึงมาตรฐานและคุณภาพการบรรเลงที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศอย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องของการมีงานบรรเลง แต่เป็นเรื่องของการขาดผู้สืบทอดศิลปะดนตรีไทย โดยเฉพาะวงปี่พาทย์มอญที่ต้องอาศัยทั้งทักษะ ความอดทน และการฝึกฝนเป็นเวลานาน จึงทำให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจเรียนรู้กันน้อยลงแม้เทคโนโลยีและดนตรีสมัยใหม่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คน แต่เสียงดนตรีไทยยังคงมีความสำคัญในทุกพิธีกรรมของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นพิธีมงคลหรืออวมงคล เพราะเป็นส่วนหนึ่งของรากเหง้าและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนสำหรับ "ลุงเล็ก" และสมาชิกวงปี่พาทย์ไทยมอญสว่างศิลป์ ทุกครั้งที่เสียงระนาดและฆ้องวงเริ่มบรรเลง ไม่ได้เป็นเพียงการทำงานหรือประกอบอาชีพเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำหน้าที่ดูแลและรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้ยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปและแม้วันนี้ "อาชีพนักดนตรีปี่พาทย์" จะยังไม่หายไป แต่คำถามสำคัญคือ...ในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า จะยังมีคนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมารับหน้าที่สืบทอดเสียงดนตรีไทยเหล่านี้ต่อไปหรือไม่ ข้อมูลติดต่อ ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดหรือจองคิวการแสดงของวงปี่พาทย์ไทยมอญสว่างศิลป์ สามารถติดต่อได้ที่ นายสว่าง รักษาทรัพย์ (ลุงเล็ก) โทรศัพท์ 089-545-6009

บาร์บีคิวพลาซ่าเปิดตัวเมนูใหม่รอบ 39 ปี ที่สาขาเซ็นทรัล พัทยา บีช จังหวัดชลบุรี ท่องเที่ยว

บาร์บีคิวพลาซ่าเปิดตัวเมนูใหม่รอบ 39 ปี ส่งวากิว-คอหมูพรีเมียม-แซลมอนซาชิมิ เสิร์ฟนักชิมพัทยา Bar B Q Plaza Launches Biggest Menu Revamp in 39 Years, Serving Premium Wagyu, Pork Delicacies and Sashimi-Grade Salmon to Pattaya Diners

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่ร้านบาร์บีคิวพลาซ่า สาขาเซ็นทรัล พัทยา บีช อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด จัดกิจกรรมเปิดตัวเมนูใหม่ภายใต้แนวคิด Menu Vision 2026 : One Size Fits One ซึ่งถือเป็นการปรับเมนูครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 39 ปีของแบรนด์ เพื่อยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารและตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีความชื่นชอบและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายมากขึ้นนายรัฐ ตระกูลไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด กล่าวว่า จังหวัดชลบุรีถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของบาร์บีคิวพลาซ่า โดยมีจำนวนสาขามากเป็นอันดับสองของประเทศรองจากกรุงเทพมหานคร และยังเป็นจังหวัดที่มีกำลังซื้อสูง จากการเป็นทั้งเมืองอุตสาหกรรม แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ดึงดูดผู้คนจากหลากหลายอาชีพเข้ามาใช้ชีวิตและทำงานปัจจุบัน บาร์บีคิวพลาซ่ามีทั้งหมด 9 สาขาในจังหวัดชลบุรี ได้แก่ สาขาแปซิฟิค พาร์ค ศรีราชา, บิ๊กซี ชลบุรี, เซ็นทรัล พัทยา บีช, เซ็นทรัล ชลบุรี, เซ็นทรัล มารีนา เอาต์เล็ต, โรบินสัน ชลบุรี, เทอร์มินอล 21 พัทยา, โรบินสัน บ่อวิน และเซ็นทรัลพลาซ่า ศรีราชา โดยตลอดระยะเวลากว่า 26 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ได้เติบโตเคียงข้างชาวชลบุรีมาตั้งแต่การเปิดสาขาแรกในอำเภอศรีราชาเมื่อปี 2543สำหรับไฮไลต์ของการปรับเมนูครั้งนี้ คือการเพิ่มทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่มีความชื่นชอบแตกต่างกัน เริ่มจาก ชุดพรีเมียมวากิวและชุดทรีโอวากิว ที่คัดสรรเนื้อวากิว 3 ส่วน ได้แก่ สันคอ ใบพาย และคารูบิ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มยากินิกุสูตรพิเศษที่มีส่วนผสมของแอปเปิ้ลสดปั่นทุกวัน เพื่อเพิ่มรสชาติและความกลมกล่อมของเนื้อย่างด้านคนรักเมนูหมู บาร์บีคิวพลาซ่าได้เปิดตัว ชุดพรีเมียมหมูและชุดทรีโอพรีเมียมหมู โดยมีไฮไลต์คือ คอหมูทงโทโระ ซึ่งเป็นส่วนพิเศษของหมูที่มีปริมาณจำกัด ให้เนื้อนุ่มเด้งและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมเมนูเยอรมันเบคอนและชุดพิเศษสำหรับสายหมูโดยเฉพาะขณะที่กลุ่มผู้ชื่นชอบอาหารทะเลและเมนูปลาดิบ ยังได้เพิ่มทางเลือกใหม่ด้วย แซลมอนเกรดซาชิมิ ทั้งในรูปแบบแซลมอนซาชิมิ ยำแซลมอน และแซลมอนแซ่บ รวมถึงชุดซูเปอร์ซีฟู้ดกุ้งจัมโบ้และชุดทรีโอซีฟู้ด เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดปั่นสดทุกวันนอกจากนี้ บาร์บีคิวพลาซ่ายังให้ความสำคัญกับประสบการณ์ภายในร้าน โดยเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ ๆ อาทิ ที่วางโทรศัพท์มือถือสำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบการถ่ายภาพและไลฟ์สด หมวกคลุมผม ยางรัดผม สเปรย์ลดกลิ่นติดเสื้อผ้า รวมถึงที่นั่งสำหรับเด็ก เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้เวลาร่วมกันบนโต๊ะอาหารได้อย่างสะดวกสบายและมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้นนายรัฐ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 26 ปีที่ผ่านมา บาร์บีคิวพลาซ่าเปรียบเสมือน “เขยเมืองชล” ที่ได้รับการต้อนรับและความไว้วางใจจากชาวชลบุรีมาโดยตลอด ตั้งแต่มื้ออาหารของครอบครัว การเฉลิมฉลอง ไปจนถึงการพบปะสังสรรค์ในชีวิตประจำวัน และความไว้วางใจดังกล่าวคือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้แบรนด์ยังคงพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งทั้งนี้ เมืองพัทยาในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติและศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภาคตะวันออก ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีผู้บริโภคหลากหลายที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ทั้งคนในพื้นที่ นักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างชาติ ส่งผลให้ธุรกิจร้านอาหารต้องพัฒนาเมนูและบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปและมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์มากยิ่งขึ้น   

บรรยากาศยามเย็นบริเวณโป๊ะประมงนาเกลือ จุดเช็กอินแห่งใหม่ของเมืองพัทยา ที่กำลังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ ท่องเที่ยว

เปิดแล้ว! “โป๊ะประมงนาเกลือ” จุดชมพระอาทิตย์ตกแห่งใหม่ของพัทยา เช็กอิน กินซีฟู้ด เที่ยวครบในที่เดียว New Sunset Spot in Pattaya: Naklua Fishing Pier Becomes the City's Latest Seaside Landmark

หากพูดถึง “ลานโพธิ์นาเกลือ” หลายคนคงนึกถึงตลาดอาหารทะเลสดและอาหารทะเลปรุงสุกชื่อดังของเมืองพัทยา ที่มีทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา สดใหม่จากทะเล และร้านอาหารซีฟู้ดให้เลือกนั่งรับประทานในบรรยากาศริมทะเลแบบสบาย ๆแต่วันนี้ ลานโพธิ์นาเกลือไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายของสายกินอีกต่อไป เพราะบริเวณดังกล่าวกำลังมีแลนด์มาร์กแห่งใหม่เกิดขึ้น หลังโครงการเพิ่มศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงนวัตวิถีและส่งเสริมประมงพื้นบ้านนาเกลือ ในส่วนของ “โป๊ะเทียบเรือประมงพื้นบ้านนาเกลือ” เฟสแรก ก่อสร้างแล้วเสร็จ และเริ่มได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่องด้วยลักษณะของโป๊ะที่ยื่นออกไปในทะเล ทำให้สามารถมองเห็นวิวทะเลแบบเปิดกว้าง โดยเฉพาะในช่วงเย็นที่พระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า บรรยากาศเงียบสงบของชุมชนประมงเก่าแก่ ผสานกับแสงสีทองยามเย็น กลายเป็นอีกหนึ่งมุมชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามไม่แพ้ชายหาดพัทยาหรือแหลมบาลีฮายนอกจากนี้ เมืองพัทยายังมีแนวคิดในการต่อยอดพื้นที่แห่งนี้ให้สอดคล้องกับวิถีประมงพื้นบ้าน ทั้งการเปิดพื้นที่สำหรับกิจกรรมตกปลา ตกหมึก และการพักผ่อนริมทะเล ซึ่งในอนาคตอาจกลายเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมท่องเที่ยวที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสเสน่ห์ของนาเกลือมากยิ่งขึ้นสำหรับสายถ่ายภาพและนักสร้างคอนเทนต์ “โป๊ะประมงนาเกลือ” ยังถือเป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินแห่งใหม่ของเมืองพัทยา เพราะสามารถเก็บภาพได้ทั้งวิวทะเล วิถีชุมชนประมง และพระอาทิตย์ตกในมุมที่แตกต่างจากสถานที่ท่องเที่ยวอื่นของเมืองจากเดิมที่ลานโพธิ์นาเกลือเป็นเพียงตลาดซีฟู้ดชื่อดัง วันนี้พื้นที่แห่งนี้กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนบทบาทสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชนที่เชื่อมโยงอาหาร วัฒนธรรมประมง และการพักผ่อนริมทะเลเข้าด้วยกัน จนมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญของนาเกลือและเมืองพัทยาในอนาคต

- ผู้สนับสนุน -

กองบรรณาธิการมาตรฐาน

BTV News สื่อดีที่รักคุณ